สูตรข้าวต้มบะ้เต็งค่ะ

November 26th, 2011

หน้าหนาวอย่างนี้ หาข้อวต้มร้อนๆทานกันดีกว่านะค่ะ..วันนี้ได้สูตรมา  1 สูตร

สูตรข้าวต้มบะ้เต็งค่ะ

ส่วนผสมและเครื่องปรุง

  1. น้ำมันพืชสำหรับผัด 1 ช้อนโต๊ะ
  2. เนื้อหมูสันคอ หันชิ้นเล็ก 500 กรัม
  3. ซีอิ้วขาวเห็ดหอม 3 ช้อนโต๊ะ
  4. ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำเปล่า 50 ซีซี
  6. พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
  7. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำมันงา 1ช้อนโต๊ะ
  9. ซีอิ้วดำ 1 ช้อนชา
  10. ข้าวต้มขาว หรือข้าวกล้อง 1 ถ้วย
  11. ตังฉ่าย 10 กรัม
  12. กระเทียมเจียว 1-2 ช้อนชา
  13. ต้นหอมซอย 2 ข้อนชา
  14. ผักชีเด็ดใบสำหรับโรยหน้า

วิธีทำ

  1. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ ตั้งไฟอ่อนให้พอร้อน
  2. ใส่เนื้อหมูลงผัดให้สุก ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาวเห็ดหอม ซอสหอยนางรม เติมน้ำ แล้วเคี่ยวต่อจนหมูสุกนุ่ม
  3. ใส่พริกไทยป่น น้ำตาลทราย น้ำมันงา และซีอิ้วดำ ผัดให้เข้ากัน ตักใส่จาน
  4. ตักหมูที่ปรุงรสแล้วร้าดบนข้าวต้มร้อนๆ โรยตั้งฉาย กระเทียมเจียว ต้นหอม ผักชี พร้อมเสิร์ฟ

มาทานกันเลยดีกว่าค่ะ^^

 

มหัศจรรย์แห่ง“หัวหอม”

November 25th, 2011

มหัศจรรย์แห่ง“หัวหอม”

หอม เป็นพืชสมุนไพรเครื่องเทศที่คู่กับครัวไทยมาช้านาน จัดเป็นกลุ่มเครื่องเทศที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระและป้องกันโรคต่างๆ ได้ดี โดยเฉพาะโรคหัวใจ หอม ไม่ว่าจะเป็นหอมแดง หอมหัวใหญ่ หรือต้นหอม ต่างมีกลิ่นฉุนของกำมะถัน ที่เป็นส่วนให้คนที่ไม่ชอบกลิ่นผักรู้สึกเหม็นเขียว จนไม่อยากรับประทานหอม บ้างก็อาจเอาหอมหัวใหญ่ชุบแป้งทอด หอมแดงเจียวให้กรอบใช้ช่วยในการปรุงแต่งอาหาร แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะรับประทานหอมให้ได้ประโยชน์จริงๆ ต้องใช้หอมสดดีกว่า

ต้นหอม หรือ หอม แบ่งหรือ green shallot มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alliumcepa var. aggregatum สรรพคุณ ใบเขียวๆ ของต้นหอมมีรสเผ็ดหวานเค็มและกลิ่นฉุน ใช้แก้ไข้หวัด คัดจมูก แก้โรคตา แก้ไข้กำเดา สำหรับหัวหอม หรือหอมแดง หรือ shallot  มีชื่อวิทยาศาสตร์ Allium ascalonicum Linn.  สรรพคุณ มีรสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะอันครืดคราดในทรวงอก บำรุงผมให้งอกงาม หรือช่วยให้หัวล้านมีผมได้ ทาเนื้อหนังให้สดชื่น แก้ไข้ที่ทำให้ร้อนใน ปวดกระบอกตา แสบร้อนตา น้ำตาไหล แก้โรคในปากคอ บำรุงธาตุ ตำผสมพิมเสนและเปราะหอมพอกกระหม่อมแก้หวัดคัดจมูก ลดไขมันในเลือด

หอมหัวใหญ่ หรือ Onion มีชื่อวิทยาศาสตร์ Alium cepa Linn. สรรพคุณ ช่วยเจริญอาหาร แก้หวัด คัดจมูก แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องร่วง ธาตุไม่ปกติ ช่วยขับปัสสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด แก้ความดันโลหิตสูง ป้องกันโรคหัวใจ มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ ขับพยาธิ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด แก้ภูมิแพ้ หอบหืด เบาหวาน ฆ่าเชื้อโรค ช่วยขจัดสารตะกั่วและโลหะหนักที่ปนเปื้อนมากับอาหารแล้วสะสมอยู่ในร่างกาย

หอมทั้ง 2 ประเภทต่างมีบทบาทในอาหารไทยมาช้านาน หัวหอมแดง มีกลิ่นฉุนและรสซ่ากว่าหอมหัวใหญ่ นิยมใช้ในเครื่องแกง น้ำพริก ยำ ส่วนใบหอมใช้ในอาหารพวกยำ ลาบ ก้อย และใช้แต่งกลิ่น ที่สำคัญคือได้ชื่อว่าเป็นแหล่งสารฟลาโนอยด์ ราคาเยา แต่คุณสมบัติเทียบเท่าฟลาโวนอยด์ในเมล็ดองุ่นแดง ที่นิยมนำไปทำไวน์ ที่มีประโยชน์ป้องกันโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ซึ่งจะทำหน้าที่ขัดขวางไม่ให้ไขมันเกาะตามผนังหลอดเลือดหัวใจ ลดไขมันในเลือด

น้ำมันหอมระเหยของหอม ยังสามารถใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางประเภทได้อีกด้วย ตำราฝรั่งเขาใช้หอมหัวใหญ่ดองกับไวน์แช่ทิ้งไว้สักเดือนใช้น้ำแช่นั้นทารักษาฝ้าได้ผล บ้านเราก็ลองใช้หอมแดงแทนก็ได้เพราะมีสรรพคุณใกล้เคียงกันอยู่แล้ว และใช้น้ำมันหอมระเหยจากหัวหอมทาหัวสิวที่อักเสบจะช่วยลดการอักเสบได้

นอกจากนี้ ในตำรับยาไทยยังมีการนำหัวหอมแดงมาใช้ในการรักษาโรคไขหวัด ลดอาการคัดจมูก โดยการนำหอมแดงสัก 5-6 หัวทุบพอแตก ใช้ผ้าขาวบางห่อวางไว้หัวนอนของเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ได้ เมื่อมีอาการจะช่วยลดอาการคัดจมูกและช่วยให้นอนหลับสบาย เพราะหอมมีคุณสมบัติช่วยให้เกิดความผ่อนคลายรู้สึกง่วงและนอนหลับด้วยนั่นเอง และถ้าใช้หัวหอมตำให้แหลกผสมกับเหล้าโรงใช้พอกหรือทาบริเวณที่เกิดโดนแมลงกัดต่อยช่วยลดอาการเจ็บปวดได้ผลดี

ปัจจุบันมีรายงานผลการวิจัยของ “หอม” บ่งบอกว่ามีฤทธิ์ในการรักษาโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด พบว่าช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด และช่วยขยายหลอดเลือด สารเคอร์ซีทินในหอมนั้นเมื่อทานเข้าไปแล้วสามารถปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระได้ และช่วยยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือดได้ และยังทำหน้าที่ลดไขมันเลวเพิ่มไขมันดี ช่วยทำให้เลือดไม่แข็งตัวไปอุดหลอดเลือดง่ายๆ ดังนั้นจึงช่วยลดอัตราเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและอัมพาต รวมถึงรายงานอื่นๆ ที่ยังระบุว่าช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วย

ปัจจุบัน สถิติคนไทยป่วยด้วยโรคหัวใจมีสูงขึ้นทุกปี รวมทั้งโรคอื่นๆ ที่มีส่วนสัมพันธ์กัน เช่น โรคไขมันในเส้นเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวพันธ์กับการบริโภคอาหาร ที่หันไปรับรูปแบบวัฒนธรรมตะวันตกในวิถีการดำเนินชีวิตนั่นเอง เรื่องนี้แม้จะพูดกันป่าวๆ บอกกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็หาได้สามารถโน้มน้าวใจประชาชนคนไทยให้ลดละเลิกพฤติกรรมการบริโภคเลียนแบบนี้ได้ เพราะเดี๋ยวนี้ร้านอาหารแนวตะวันตกกลับมีอยู่เกลื้อนเมือง แม้แต่ตามต่างจังหวัดและแหล่งชุมทางร้านรวงอาหารต่างประเทศก็เข้าไปถึงหมดแล้ว ในอนาคตฟันธงได้เลยว่าประชากรไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาภาวะโภชนาการเป็นพิษแน่นอน เพราะวัยรุ่นวัยเยาวชนทั้งหลายได้รับการปลูกฝังกับวัฒนธรรมการบริโภคแบบใหม่ๆ นี้อยู่ เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของพวกเขาไปแล้ว

ฉะนั้นถ้าคนไทยไม่อยากถูกโรคหัวใจเล่นงานไปมากกว่านี้ ก็ต้องลดพฤติกรรมการบริโภคอาหารแบบตะวันตก และหันมาบริโภคอาหารไทยๆ ที่มีเครื่องเทศ ผัก ผลไม้ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะต้นหอม หอมแดง หรือหอมหัวใหญ่ ให้แทรกอยู่ในอาหารประจำวัน บ้างอาจนำมาทานสดๆ แกล้มกับน้ำพริกหรือลาบ ไม่ต้องมากแต่ให้มีสม่ำเสมออย่าได้ขาด
เท่านี้ก็มหัศจรรย์ไปกับหัวหอมแล้วล่ะค่ะ^^

8 วิธีเผาพลังงานร่างกายอย่างง่าย

November 24th, 2011

รู้มั๊ยค่ะ ว่าแค่เราขยับร่างกาย ทำโน้น ทำนี่ก็เผาผลาญพลังงานของร่างกายเราแล้ว เรามาดูวิธีเผาผลาญพลังงานแบบง่ายๆ โดยทำในชีวิตประจำวันค่ะ มาดูกันเลย

8 วิธีเผาพลังงานร่างกายอย่างง่าย

1. หัดลุก

สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศ เลิกพฤติกรรมห่วงเก้าอี้ซะ เพราะการนั้งอยู่กีบที่นาน ๆ นอกจากไม่เป็นผลดีต่อการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินจากการทานอาหารแล้ว ยังทำร้ายสุขภาพของคุณอีกต่างหาก เอาเป็นว่าระหว่างคุยโทรศัพท์ควรจะลุกขยับแข้งขาเดินวนำปวนมาแถว ๆ เก้าอี้ตัวโปรดของคุณก็ช่วยได้มาก

2. หัดเดิน

อะไรนะเดินเป็นอยู่แล้วหรือ! ครับผมก็เดินเป็น แต่ทุกครั้งที่นั่งได้นั่งเก้าอี้ คนส่วนใหญ่เลือกใช้บริการแม่บ้านส่งออกสารให้มากกว่าเดินเอง ลองหัดเดินส่งเดินรับเอกสารอีกครั้งซิ รับรองว่านอกจากจะเผาผลาญพลังงานแบบเหนือชั้นคุณยังมีโอกาสได้พบปะพูดคุยสร้างสัมพันธ์ไมตรีกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นอีกด้วย

3. ช้อปฯ วันหยุด

รู้เถอะว่าการไปเดินช้อปปิ้ง (ช่วงโปรโมชั่นส่งท้ายปี) ในช่วงวันหยุด นอกจากช่วยให้หายเครียด ยังช่วยให้คุณได้ออกกำลังกายแบบไม่รู้ตัวอีกด้วยเชื่อซิชั่วโมงการเดินออกกำลังกายของคุณกับคนที่คุณรักจะเพิ่มขึ้น โดยที่ไม่มีเสียงบ่นว่าเหนื่อย และเบื่อหรอก

4. ทำความสะอาดบ้าน

เสียดายที่คนไม่เคยทำความสะอาดบ้านด้วยตัวเองไม่มีโอกาส รู้หรือไม่ว่าการปัดกวาดบ้านถูบ้านในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ นอกจาก บ้านจะน่าอยู่แล้ว ยังเผาผลาญพลังงานได้ถึง 420แคลอรี่/ชม.เลยทีเดียว บ้านใครที่น้ำลดแล้วอย่ารอช้า รีบลุกขึ้นมาปัดกวาดบ้านบัดนาว

5. สีทาบ้าน

สำหรับคนที่น้ำกำลังท่วมบ้าน เราอยากให้เตรียมพร้อมไว้แต่เนิ่น ๆ เพราะทันทีที่น้ำลด การทาสีบ้าน จะกลายเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้คุณผลาญพลังงานประมาณ 300แคลอรี/ชม. แถมยังได้ออกกำลังแขนและลำตัวอีกต่างหาก นี่แหละถึงจะเรียกว่าฉลาดออกกำลังกายของจริง

6. จัดสวนกันเถอะ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า การทำสวน พรวนดิน ปลูกต้นไม้ ใช้พลังงานถึง 360แคลอรี/ชม. และการสวมชุดทะมัดทะแมงด้วยการทำเท่ออกไปเข็นรถตัดหญ้าในช่วงวันหยุดช่วยผลาญพลังงานได้ถึง 420แคลอรี/ชม.เลยทีเดียว

7. สวมวิญญาณนักชิม

ใครก็ตามที่ถูกร้านอาหารใกล้ที่ทำงานทำร้าย และกำลังรู้สึกเหนื่อยกับการขยับตัวออกจากออฟฟิศ เราอยากให้คิดใหม่ เพราะการสวมวิญญาณนักชิม (ตัวยง) ไม่เพียงจะช่วยทำให้คุณเจริญอาหารแล้ว การเดินทางไกลออกไปหาของอร่อย ๆ ตอนพักเที่ยงยังช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ชงัดนักเชียว

8. ขึ้นบันไดแทนลิฟท์

กลายเป็นความเคยชิน ที่ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพไปเสียแล้ว สำหรับผู้ที่นิยมใช้ลิฟต์ และบันไดเลื่อน แทนการก้าวเดินบันได เพราะการขึ้นบันไดแต่ละครั้งจะใชพลังงานประมาณ 10แคลอรี/ชั้น นอกจากจะประหยัดพลังงานแล้ว การขึ้นบันไดยังช่วยให้เราออกกำลังขาอีกต่างหาก

ขอบคุณหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ซุปเต้าเจี้ยว(Misho Soup) ร้อนๆจ้า

November 23rd, 2011

ซุปเต้าเจี้ยว(Misho Soup) ร้อนๆจ้า

วันนี้ก็มาถึงคิวอาหารง่ายๆ แต่อร่อยกันบ้าง..ซุปเต้าเจี้ยวค่ะ..เด๋วเรามาดูเครื่องปรุงและวิธีทำกัน..อุปกรณ์พร้อม แม่ครัวพร้อม ก็ลุยกันเลยยยยย

ซุปเต้าเจี้ยว(Misho Soup)

ส่วนผสมและเครื่องปรุง
1. เต้าเจี้ยวญี่ปุ่น (มิโซะ) 1 ช้อนโต๊ะ
2. เต้าหู้นิ่ม หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดพอดี
3. เห็ดเข็มทอง
4. สาหร่ายสด(สาหร่ายวากาเมะ)
5. ต้นหอมซอย
6. ปลาแห้ง

วิธีทำ
1. ต้งน้ำให้เดือด พร้อมใส่ปลาแห้งลงไป เคี่ยวซักพัก ยกลองกรองปลาแห้งออก ก็จะได้น้ำซุปปลาค่ะ
2. นำน้ำซุปปลาประมาณ 1 ถ้วย ตั้งไฟให้เดือด
3. นำเต้าหู้ที่เตรียมไว้ใส่ลงไป
4. ใส่สาหร่ายสดที่เตรียมไว้ลงไป จากนั้นใช้ไฟอ่อนสุด เคี่ยวน้ำซุปไว้
5. ตักน้ำซุปขึ้นมาละลายกับเต้าเจี้ยวที่เตียมไว้ แล้วเทละลายลงในหม้อ
6. รอจนนำเดือดอีกครั้ง ก็ตักขึ้น โรยต้นหอมซอย พร้อมเสิร์ฟค่ะ

“ขนมฝักบัว” แสนอร่อยค่ะ

November 22nd, 2011

วันนี้อยากทานขนมจังเลย..คิดถึงตอนเด็กๆ ได้ทานขนมฝักบัวบ่อยๆ เลยหาวิะีทำมาฝาก..เด๋วก็ว่าจะทำทานเองดูค่ะ^^

“ขนมฝักบัว” แสนอร่อยค่ะ

เครื่องปรุงและส่วนผสม
1. แป้งข้าวเจ้าสด 2 ถ้วย
2. แป้งข้าวเหนียวสด ¼ ถ้วย
3. น้ำตาลทราย ½ ถ้วย
4. น้ำมัน 2 ถ้วย
5. น้ำใบเตย ¼ ช้อนชา
6. น้ำสะอาด ½ ถ้วย
7. เกลือเล็กน้อย

วิธีทำ
1. เทแป้งทั้งสองชนิดกันรวมกัน ละลายน้ำตาล เกลือ และน้ำใบเตยในน้ำสะอาด เทลงในแป้ง คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันจนเป็นครีมข้นเข้ากันดี ตั้งพักไว้จนแป้งขึ้น สังเกตจากฟองปุดทั่วผิวแป้ง
2. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ควรใช้กระทะก้นลึกใบเล็กๆ รอจนน้ำมันร้อน ตักแป้งหยอดลงในกระทะทอดทีละชิ้น คอยตักน้ำมันรดบนขนมให้ทั่วระหว่างทอด พอขอบขนมเริ่มสุกเหลืองกรอบจึงพลิกกลับอีกข้าง ทอดให้สุกทั่วดี ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน

 

กระท้อนลอยแก้วแสนอร่อย^^

November 21st, 2011

วันนี้มาทานของหวานแสนอร่อยกันดีกว่า ดับร้อน..อิอิ

กระท้อนลอยแก้วแสนอร่อย^^

เครื่องปรุง
1. กระท้อนปุยฝ้าย 3 ลูก

2. น้ำตาลทราย 1 ถ้วย

3. เกลือป่น 2 ช้อนโต๊ะ

4. น้ำต้มสุก 2 ถ้วย

5. น้ำสะอาด 1/2 ถ้วย

วิธีทำ
1. เริ่มจากใส่เกลือป่นลงไปในน้ำต้มสุก คนให้เกลือละลาย และทิ้งไว้ให้เย็น

2. ผ่ากระท้อนเป็นสองซีก ๆ ควักเอามล็ดออกแล้วปลอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นตามต้องการ ถ้าใครมีฝีมือในการสลักเสลา ก็โชว์ฝีมือได้เลยงานนี้ แล้วนำลงแช่ในน้ำเกลือที่เตรียมไว้ (วิธีการนี้รีบทำให้เร็วๆ หน่อย เดี๋ยวกระท้อนจะดำไม่ขาวอวบถูกใจคุณพ่อบ้าน)

3. แช่น้ำเกลือไว้ซักประมาณ 1 ชั่วโมงก็พอ เพราะเลือกกระท้อนที่แก่จัดแล้วเนื้อจะไม่เปรี้ยว ไม่ฝาดมาก

4. ในระหว่างแช่กระท้อนในน้ำเกลือทิ้งไว้ ก็มาลงมือทำน้ำเชื่อม โดยผสมน้ำตาลกับน้ำสะอาด เข้าด้วยกัน และยกตั้งไฟคนให้น้ำตาลละลาย แล้วใช้ผ้าขาวบางกรองเอาเศษผงออก

5. แล้วนำไปเคี่ยวต่ออีกที จนได้น้ำเชื่อมที่ข้นกำลังดีก็เทใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ชิมดูให้ได้รสชาติพอใจ ให้หวานมากๆ หน่อยเพราะเวลาน้ำเชื่อมเจอเนื้อกระท้อนจะทำให้มีรสเปรี้ยวออกมาเจือ แล้วตักเกลือเติมลงไปเล็กน้อย พอเค็ม ทิ้งน้ำเชื่อมไว้ให้เย็น

6. พอน้ำเชื่อมเย็นได้ที่แล้ว ให้ช้อนกระท้อนขึ้นจากน้ำเกลือทิ้งให้สะเด็ดน้ำ และใส่ลงในชามน้ำเชื่อม คนให้เข้ากัน ให้พอมีรสหวานเค็มนิดๆ ก็เป็นอันว่าใช้ได้

7. ต่อจากนั้นนำส่วนผสมไปแช่ทิ้งไว้ในตู้เย็นประมาณ 1 ชั่วโมง ทีนี้เราก็จะได้ กระท้อนลอยแก้ว ที่สุดแสนอร่อย เวลาจะทานก็แค่ตักใส่ถ้วยเติมน้ำแข็งทุบลงไป กินแล้วชื่นใจ คลายความร้อนรุ่มได้ทั้งกายและใจเลยละ

ขอบคุณที่มา ดูเมนูดอทคอม

 

“ผลไม้ไทย” อุดมสารต้านมะเร็ง

November 16th, 2011

อายุเป็นเพียงตัวเลข,,แต่ความสูงอายุนี่กลัวกันทุกคน วันนี้ก็ไปเจอ ผลไม้ไทยต้านอนุมูลอิสระมาฝากกันค่ะ

“ผลไม้ไทย” อุดมสารต้านมะเร็ง

สารอาหารที่มีสรรพคุณต้านมะเร็ง คือ สารกลุ่มแอนติออกซิเดนท์ ที่ประกอบด้วย เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอี เข้าทำลายและดักจับสารก่อมะเร็ง ปกป้องเซลล์และเนื้อเยื่อร่างกาย

ทั้งนี้ผลไม้ไทยที่หากินได้ง่ายในบ้านเราก็อุดมไปด้วยสารต้านมะเร็งดังกล่าว ในผลไม้กลุ่มที่อัดแน่นด้วยเบต้าแคโรทีน มีทั้งกล้วยไข่ มะละกอสุก มะยงชิด แคนตาลูปเหลือง สับปะรดภูเก็ต มะปรางหวาน มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงยายกล่ำ มะม่วงเขียวเสวยสุก

สำหรับผลไม้พวกที่มีวิตามินซีสูง ประกอบด้วย มะขามป้อม มะขามเทศ ฝรั่งกลมสาลี่ ฝรั่งไร้เมล็ด เงาะโรงเรียน ส้มโอขาว มะละกอสุก พุทราแอปเปิ้ล ส่วนผลไม้วิตามินอีมาก คือ กล้วยไข่ มะขามเทศ ขนุนหนัง มะม่วงเขียวเสวยทั้งดิบและสุก มะม่วงน้ำดอกไม้สุก มะม่วงยายกล่ำสุก และแก้วมังกรเนื้อชมพู

อย่าลืมว่า เน้นกินผลไม้อย่างเดียวไม่ได้ช่วยป้องกันมะเร็งได้เต็มที่ ต้องกินอาหารมีประโยชน์ที่หลากหลาย พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกาย และมีจิตใจแจ่มใสไม่เครียดด้วย

ขอบคุณที่มา เดลินิส์

เครื่องมือออนไลน์ คอร์สเติมพลังให้กับชีวิต เพื่อสุขภาพค่ะ

November 15th, 2011

เครื่องมือออนไลน์ คอร์สเติมพลังให้กับชีวิต เพื่อสุขภาพค่ะ

เครื่องมือทางสุขภาพออนไลน์

แบ่งออกเป็นสามหมวดใหญ่ๆ ดังนี้

1. ประเด็นสุขภาพที่โลกกำลังจับตามอง (Global spotlight on health) หรือแนวโน้มงานการสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion Trends)

2. ออนไลน์คอร์ส (Health Promotion on-line course)

3. เครื่องมือออนไลน์ (Online tools)

2. ออนไลน์คอร์ส (Health Promotion on-line course)

คอร์สเติมพลังให้กับชีวิต สรรสร้างชีวิตตามแบบที่คุณต้องการ-คุณทำมันเองได้

เว็บไซต์นี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ให้คุณรู้สึกดีขึ้น ดูดีขึ้น พัฒนาทักษะใหม่ๆ ความสนใจใหม่ มุมมองแนวที่แตกต่างออกไป และสามารถรับมือกับความท้าทายใดๆ ก็ตามที่มีอยู่ วิธีการเรียนการสอนสามารถนำไปใช้ได้ในทางปฏิบัติและสร้างสรรค์ของเว็บไซต์แห่งนี้จะช่วยให้คุณๆ ทำสิ่งละอันพันละน้อยในมิติมุมมองหลายมุม เว็บไซต์ฯ เสนอการพัฒนาตนเองอย่างทรงพลัง รวมทั้งสื่อเพื่อการช่วยเหลือตนเอง บวกกับเครื่องมือและเทคนิควิธีการที่มีประโยชน์ วิธีการเหล่านี้ใช้ได้ไปตลอดชีวิต ไม่ใช่เป็นแค่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว คอร์สออนไลน์เหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงสุขภาพ เพิ่มพลังชีวิต ทำให้คุณรู้สึกดีเกี่ยวกับตัวคุณเอง และช่วยให้ดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้าได้อีกครั้ง

คอร์สถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ สามกลุ่มใหญ่ๆ นั่นคือ ความสนใจส่วนบุคคล การพัฒนาตน และการพัฒนาในเชิงวิชาชีพ คอร์สเหล่านี้ช่วยสร้างแรงใจ มีภาพประกอบ ทำได้ในทางปฏิบัติ และง่ายต่อการติดตาม คอร์สถูกสร้างและออกแบบมาเพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ได้อย่างแม่นยำและอย่างมั่นอกมั่นใจ บวกกับมีการอัพเดตข้อมูลอยู่ตลอดด้วยองค์ความรู้ใหม่ ๆ จากงานวิจัย และผลการพัฒนาล่าสุด

ข้อดีของคอร์สที่นำเสนอในเว็บไซต์นี้ก็คือ

- ผู้เรียนจะได้ปรับปรุงสุขภาพ พลังชีวิต และสุขภาวะ

- เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ

- มีวิธีการเรียนการสอนที่เป็นเลิศ

- ได้ประสบการณ์ในสิ่งที่กำลังเรียนรู้

- ความรู้ที่ได้ช่วยให้ผู้เรียนได้พบหนทางและดำเนินชีวิตต่อไป

- เรียนรู้ที่จะช่วยผู้อื่น

แม้ว่าการเรียนตามคอร์สที่มีอยู่ในเว็บไซต์จะต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ก็มีข้อมูลหลาย ๆ เรื่องที่ถูกบรรจุไว้ในเว็บไซต์ที่ผู้สนใจสามารถเข้าไปอ่านหรือค้นได้โดยไม่ต้องจ่ายสตางค์

ขอบคุณที่มา come-alive.co.uk และ thaihealth.or.th ค่ะ

กล้วยบวชชี อร่อยแบบไทยๆ

November 14th, 2011

วันนี้ก็มาทานของหวานแบบพื้นบ้านกันค่ะ..กล้วยบวชชีอร่อยแบบไทยๆมากด้วยคุณประโยชน์

เนื่องจากกล้วยน้ำว้ามีสรรพคุณ บำรุงประสาท แก้เบาหวาน และช่วยเป็นยาระบายอีกด้วยค่ะ^^

กล้วยบวชชี อร่อยแบบไทยๆ

เครื่องปรุง

1. กล้วยน้ำว้าสุกห่ามๆ      12   ลูก
2. หัวกะทิ     2    ถ้วย
3. หางกะทิ     4   ถ้วย
4. น้ำตาลทราย   1 1/2    ถ้วย
5. เกลือป่น           1      ช้อนชา

วิธีทำ

1. นำมีดกรีดที่เปลือกกล้วย ต้มน้ำในหม้อพอเดือดใส่กล้วยลงต้มทั้งเปลือกประมาณ15 – 20นาที  พอเปลือกกล้วยแตก ตักขึ้นพักไว้ให้เย็น
2. ปอกเปลือกกล้วย ตัดกล้วยเป็น 4 ชิ้น(ผ่ากล้วยเป็น 2 ซีกตามยาวตัดครึ่งให้ได้ 4 ชิ้น) พักไว้
3. ตวงหางกะทิ  4  ถ้วยใส่หม้อ ใส่น้ำตาลทราย เกลือป่น ใส่กล้วยลงไปในหม้อ
4. ยกขึ้นตั้งไฟพอเดือดหมั่นคน มิฉะนั้นกะทิจะเป็นลูก ชิมรสหวานอ่อนๆเค็มเล็กน้อย ถ้าชอบหวานเติมน้ำตาลได้อีก พอเดือดเติมหัวกะทิ ยกลงตักเสริฟได้

“นักเก็ตกุ้ง”แสนอร่อย

November 13th, 2011

วันนี้ก็นำเสนอ อาหารว่างทานเล่น นักเก็ตกุ้ง แสนอร่อยค่ะ

อาหารทำง่าย และทานง่ายด้วย เหมาะสำหรับทานเล่น หรือกัลแกล้มก็ได้นะค่ะ

มาลองทำทานกันดูนะค่ะูู^^

“นักเก็ตกุ้ง”แสนอร่อย

เครื่องปรุ่ง
1. กุ้งสับ ประมาณ 500 กรัม
2. เกลือ 1 ช้อนชา
3. พริกไทยป่น 1 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
6. แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ช้อนโต๊ะ
7. ไข่ไก่ 1 ฟอง
8. เกร็ดขนมปัง

วิธีทำ

1. ผสมกุ้งสับ เกลือ พริกไทย น้ำตาล แป้งสาลี และน้ำมันพืช นวดให้เข้ากัน และเหนียว พักไว้ประมาณ 20 นาที

2. นำมาปั้นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอดีคำ แล้วนำไปนึ่งให้สุก พักไว้ให้เย็น

3. ตีไข่ให้เข้ากัน นำนักเก็ตที่นึ่งเรียบร้อย ชุบไข่ แล้วนำมาคลุกกับเกร็ดขนมปังให้ทั่ว

4. ตั้งน้ำมันให้ร้อนไฟปานกลาง พอน้ำมันร้อน ทอดให้เป็นสีเหลืองทอง ตักขึ้นพักให้สะเด็ด

5. เสริฟพร้อมน้ำจิ้มไก่ หรือ ซอต  แต่ทานโดยไม่จิ้มก็โอเคค่ะ

แค่นี้เราก็ได้นักเก็ตแสนอร่อย มาทานกันแล้วนะค่ะ..มาทานกันเลยยย